วัดร่องมันเทศ

วัดร่องมันเทศ  เมื่อย้อนประวัติศาสตร์ขึ้นไปจนถึง  ปี  พ.ศ.1895  ภายหลังจากขุนหลวงพะงั่ว  ซึ่งต่อมาภายหลังได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ไทย  รัชกาลที่  3  แห่งกรุงศรีอยุธยา  ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 ได้ทรงมีชัยชนะต่อขอมที่เป็นกบฏและแผ่ขยายอาณาเขตไทย  ขับไล่ขอมให้ออกไปจากดินแดนแว่นแคว้นต่างๆ  ในเขตอิสานตอนใต้  และทรงตั้งเมืองนางรองให้ถือกำเนิดขึ้น  อยู่ในขอบขัณฑสีมาแห่งราชอาณาจักรไทย  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  พร้อมทั้งได้ทรงก่อตั้ง วัดให้เป็นวัดคู่เมืองนางรองขึ้นวัดหนึ่งให้ชื่อว่า “วัดอารามสามัคคี”  ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า”วัดร่องมันเทศ”  แต่ก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จ  พระองค์ก็ทรงยกทัพกลับคืนกรุงศรีอยุธยา  เพราะมีข้าศึกมอญมาประชิดเมืองทางด้านประจิมทิศแต่เหล่าชาวประชาผู้คนชาวเมืองนางรอง  ก็ได้สืบสานก่อสร้างและทำนุบำรุงรักษากันต่อๆมา  แม้บางช่วงบางตอนจะถูกทอดทิ้งรกร้างไปบ้าง  อาจจะเป็นด้วยเหตุผลจากการบ้านการเมืองก็ตาม  แต่ในปัจจุบันก็เป็นวัดที่สมบูรณ์ไปด้วยศาสนสถานต่างๆ  และเป็นศูนย์รวมแห่งชาวพุทธที่อยู่ในบริเวณนั้น  และยังเป็นความภาคภูมิใจ  และรำรึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณขององค์ขุนหลวงพะงั่ว พระผู้ให้กำเนิดบ้านเมืองนี้ให้อยูในจิตใจของผู้คนพลเมืองนางรองตลอดไป

วัดป่าเรไร 

วัดป่าเรไร (วัดโจด) พระราชมนูซึ่งเป็นทหารกองหน้าของ สมเด็จพระนเรศวรและนายแก้วผู้เป็นลุงได้นำพลมาพักที่เนินแห่งนี้ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าลำดวน และต้นโจด เมื่อยกทัพไปปราบ เขมรจนสงบราบคาบแล้ว ขากลับก็แวะบริเวณนี้อีก นายแก้วได้บวช และปลูกต้นโพธิ์ไว้คนละต้น พระภิกษุแก้วจึงพำนักอยู่บริเวณนี้เรื่อยมา บริเวณนี้เคยเรียกว่า เนินวัดชัยมงคล ต่อมาเรียกว่า “วัดป่าเรไร” ซึ่ง มีหลักฐานสร้างเมื่อ พ.ศ. 2210

วัดถนนหัก

วัดถนนหัก  (ศีลวิสุทธาราม)  ตั้งเมื่อ ปี พ.ศ.2412  อยู่ที่บ้านถนนหัก  ถนนวิสุทธาราม  ตำบลถนนหัก  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่  9  ไร่  3  งาน  22  ตารางวา  มีอาณาเขตติต่อสวนสาธารณะทั้ง  4  ด้าน  ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดและบริเวณเป็นที่ราบลุ่มพระอุปัญญาย์เพียร  ศีลวิสุตโต  หรือหลวงปู่เพียร  อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหัก  เป็นบุตรคนที่  3 ของนายเกิด – นางปาน  มาประจวบ  เกิดเมื่อวันที่ใด  ไม่ปรากฏหลักฐาน  ทราบว่าตรงกับเดือนเมษายน  พ.ศ.2413  ตรงกับวันพฤหัสบดี  ขึ้น  15  ค่ำ  ปีมะแม  ที่บ้านมะตูม  หมู่ที่  11  (บ้านถนนหักตำบลนางรองในสมัยนั้น)ลอดเกวียนหลวงพ่อเพียร หลวงพ่อเพียร ศีลวิสุทโต เกจิอาจารย์อีสานใต้วัดถนนหัก ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์เป็นวัดที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองนางรองท่านได้มรณภาพไปนานแล้วแต่ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนยังระลึกถึงและสักการะบูชายกย่องท่านเป็นยอดวิทยาคมด้านอยู่ยงคงกระพันและเมตตามหานิยม    เมื่อครั้งดำรงอยู่ในสมณเพศ ท่านเป็นอุปปัชฌาย์จารย์ในสมัยโบราณจะเดินทางจากวัดถนนหักไปวัดอื่นๆเพื่อทำหน้าที่อุปัชฌาย์อุปสมบทภิกษุท่านจะนั่งเกวียนออกไปและเกวียนนังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดถนนหักและเชื่อกันว่าพุทธศาสนิกชนท่านใดได้ลอดเกวียนหลวงพ่อเพียรแล้วจะหมดทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวงจะประสบแต่สิ่งดีงามตลอดไป

วัดขุนก้อง

วัดขุนก้อง

      วัดขุนก้อง สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระ เอกาทสรถแห่งกรุงศีรอยุทธยา โดยขุนก้อง นายทหารผู้ควบคุมกองเสบียง ที่ตามเสด็จสองจอมกบัตริย์ เมื่อครั้งยกกองทัพไปปราบเขมร พระอุโบสถหลังนี้ แต่เดิมมีคูเมืองอยู่ด้านตะวันออก ปัจจุบันกลายสภาพเป้นเพียงสระน้ำในวัด และเชื่อว่าเป็น กองบัญชาการฝ่ายเสบียงของกองทัพในช่วงศึกสงคราม ซึ่งคาดว่าสร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกับวัดป่าเรไร หรือประมาณปีพุทธศักราช

วัดกลางนางรอง

วัดกลางนางรอง

        วัดกลางนางรอง เป็นวัดที่ถือกำเนิดขึ้นภายหลังวัดร่องมันเทศประมาณ 250 ปี ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ ในปี พ.ศ. 2136 ทั้ง สองจอมกษัตริย์ได้ยาตราทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อไปปราบพระยาละแวกโดยเดิน ทัพผ่านมาทางเมืองโคราชเข้าสู่ตัวเมืองนางรอง ก่อนที่จะเข้าไปยังกัมพูชา ทั้งสอง พระองค์ได้ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้เป็นอนุสรณ์ข้าพลับพลาที่ประทับ องค์ละ 1 ต้น เมื่อ บ้านเมืองว่างเว้นต่อการศึก บรรดาขุนทหารที่เคยมาพักไพร่พลที่เมืองนางรองได้รับ พระบรมราชานุญาตใหพาไพร่พลเดินทางกลับมาเยี่ยมเมืองนางรองเพ่อตอบแทน คุณงามความดีของชาวเมืองโดยการสร้างวัดให้ ณ ที่ตั้งพลับพลาที่ประทับของ 2 กษัตริย์ ชื่อว่า วัดกลาง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของพระองค์ท่าน ต้นโพธิ์ขณะนี้ยังเหลือ อยู่ 2 ต้น ทางทิศเหนือใกล้กับอุโบสถหลังใหม่