nangrongmuni

เทศบาลเมืองนางรอง

Nangrong Municipality

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์

pics_4624_1
pics_4624_2
pics_4624_3
pics_4624_4

คลีนฟาร์ม

        “คลีนฟาร์ม” หมู่ 9 ตำบลหนองยายพิมพ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรแห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันหยุดคึกคัก ภายในคลีนฟาร์มดังกล่าวได้มีการเนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าเนื้อที่กว่า 7 ไร่ สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นแบบระบบปิด มะเขือเทศสายพันธุ์ฮอลแลนด์ และแปลงผักออร์แกนิคปลอดสาร เพื่อจำหน่ายเป็นของฝากแก่นักท่องเที่ยว โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเก็บผลผลิตแบบสดๆจากต้นภายในโรงเรือนหรือแปลงปลูกด้วยตัวเอง  เพื่อนำกลับไปบริโภคหรือเป็นของฝาก   ทั้งนี้ยังมีมุมสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เซลฟี่เก็บภาพเป็นที่ระลึกด้วย  นอกจากนั้นทางคลีนฟาร์มยังได้นำผลผลิตเมล่อนญี่ปุ่นเนื้อสีส้ม และสีเขียวที่ปลูกในโรงเรือน  มาแปรรูปเป็นน้ำปั่นเมล่อน  บิงซูเมล่อน เพื่อสุขภาพให้นักท่องเที่ยวได้เลือกรับประทานอีกด้วย

ถนนคนเดิน เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท

        เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ร่วมกับทางทางจังหวัด ได้เปิดถนนคนเดิน “เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท” ที่บริเวณถนนรมย์บุรี หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จากสี่แยกถนนจิระ ถึงสี่แยกถนนพิทักษ์ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ มาตั้งแต่เดือน ก.ค.2557 เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์ได้มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม สินค้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนของฝากของที่ระลึก ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน หรือ เอ อี ซี.ของจังหวัด อีกทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในเมือง เป็นศูนย์กลางของการแสดงศิลปหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์ และสร้างจุดท่องเที่ยวใหม่ที่สื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจคนชาวบุรีรัมย์ในการรักและหวงแหนถิ่นกำเนิด และยังจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยมแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรมขอมของโบราณ และสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นในอีกทางหนึ่ง พร้อมชมการแสดงดนตรีของเยาวชนและศิลปะพื้นบ้านของชาวจังหวัดบุรีรัมย์
สำหรับถนนคนเดิน “เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท” จะมีขึ้นในทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 22.00 น. เพื่อให้นำเสนอสินค้า 9 ประเภท ประกอบไปด้วย สินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ สิ่งประดิษฐ์ ของที่ระลึก อาหารปรุงสำเร็จ อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม ตลาดสีเขียว และสินค้าเบ็ดเตล็ด จากผู้จำหน่าย 450 ราย มาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยี่ยมเยียนได้ซื้อหาและเลือกชม ซึ่งการเปิดถนนคนเดินในครั้งนี้ถือเป็นแห่งแรกของจังหวัด โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ พากันมาเดินเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เอ อี ซี. ของจังหวัดบุรีรัมย์อีกทางหนึ่งด้วย

ขณะเดียวกัน ถนนคนเดิน “เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท” จังหวัดบุรีรัมย์ ยังได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดนำร่องโครงการ “ถนนอาหารปลอดภัยและตลาดสดน่าซื้อ เพื่อส่งเสริมปีท่องเที่ยววิถีไทย ปี 2558” จากทั้งหมด 12 เมืองต้องห้าม…พลาด ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารริมทาง และตลาดสดให้มีคุณภาพ มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มีต่อร้านอาหารริมทาง หรือ Food Street ในเมืองไทย มีรสชาติถูกปากและถูกหลักอนามัย
ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการท่องเที่ยววิถีไทยในมุมมองวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ในการเที่ยวชมสัมผัสชีวิตของชุมชนในตลาดสดของท้องถิ่นต่างๆ ในประเทศไทยอีกด้วย

pics_4628_2
pics_4628_1

เพ ลา เพลิน

        ดอกไม้และพันธุ์ไม้สวยใช่ว่าจะมีให้ชมอยู่แต่ในภาคเหนือ แต่ดินแดนอีสานบ้านเราก็มีให้ชมเหมือนกัน ที่ เพ ลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเปิดเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ไปที่มาพร้อมกับความสนุกและบันเทิง ให้เราได้รื่นรมย์ชมดอกไม้ตามฤดูกาลหลากสีสัน รวมทั้งพันธุ์ไม้สวยงามต่างๆ ที่อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน ซึ่งจัดแสดงในโรงเรือนทั้ง 6  หลัง อุทยานไม้ดอกแห่งนี้ ยังถือว่าเป็นอุทยานไม้ดอกแห่งแรกในเขตพื้นที่ภาคอีสานใต้อีกด้วย

        เป็นแหล่งพักผ่อนและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในมีทั้ง รีสอร์ท สถานที่จัดสัมมนา จัดทัศนศึกษาแบบพักแรมและแบบเช้าไปเย็นกลับ สำหรับเยาวชนประกอบไปด้วยหลากหลายโซน เช่น โซนห้องสัมมนาขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โซนกาลครั้งหนึ่งแกลลอรี่ จัดแสดงนิทรรศการเพื่อการศึกษาเรียนรู้วิวัฒนาการของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และของใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นเก่าที่หาชมได้ยาก

        พักผ่อนหย่อนใจไปกับพรรณไม้ที่มีการคัดสรรแล้วนำมาจัดแสดงให้ข้อมูลความรู้ พร้อมกับการสร้างบรรยากาศที่สอดคล้อง เพื่อให้ผู้มาเยือนเกิดความรื่นรมย์และเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ และเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับผู้มาเยือน ณ เพ ลา เพลินแห่งนี้ จัดการแสดงไม้ดอกออกเป็น 6 โรงเรือน ดังนี้ โรงเรียนที่ 1 จัดแสดงพรรณไม้ตามฤดูกาล โรงเรือนที่ 2 จัดแสดงพันธุ์เฟินภายใต้คอนเซ็ปต์ ป่าดึกดำบรรพ์ โรงเรือนที่ 3 จัดแสดงสับปะรดและพืชกินแมลงสีสันแห่งธรรมชาติ โรงเรือนที่ 4 จัดแสดงกล้วยไม้ ภายใต้คอนเซ็ปต์กินรี โรงเรือนที่ 5 จัดแสดงพืชทะเลทราย ภายใต้คอนเซ็ปต์ มหาพีระมิด โรงเรือนที่ 6 จัดแสดงคอกหน้าวัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ศิลปะอีสาณใต้

หนองตาไก้ หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมบุรีรัมย์

        หนองตาไก้ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในตำบลหนองกง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชนชาวอีสานใต้มายาวนาน ปัจจุบันจึงได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม

ด้วยความสามัคคีปรองดองของคน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองตาไก้ หมู่ที่ 3 และบ้านหนองตาไก้น้อย หมู่ที่ 4 ได้ร่วมกันจัดเป็นโฮมสเตย์ เปิดบ้านรองรับนักท่องเที่ยวกว่า 20 หลัง พร้อมกิจกรรมเที่ยวชมวิถีชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งกิจกรรมหลักคือการทอผ้าไหม ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม การฟอก ย้อม มัดหมี่ การทอ จนถึงการแปรรูปและสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าไหม

ในแต่ละช่วงเวลานักท่องเที่ยวจะได้ร่วมทำกิจกรรมกับชาวบ้านแตกต่างกันไป เช่น ลงแขกดำนา ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม สรงน้ำพระและรดน้ำดำหัว ในเดือนเมษายน การแห่บั้งไฟ ในเดือนพฤษภาคม และการลอยกระทงในชุมชน เดือนพฤศจิกายน ฯลฯ

นอกจากนี้ ในการเยี่ยมชมบ้านหนองตาไก้ ยังจะได้ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหนองตาไก้ เช่น ซิ่นคั่น ผ้าสไบบารู ผ้าไหมมัดหมี่ และผ้าไหมพื้นเรียบ และยังมีการแปรรูปผ้าไหมเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น ผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ไหมเปลือกนอกเนื้อนุ่มซึ่งกำลังเป็นที่นิยม กระเป๋าผ้าไหมหลายรูปแบบ

ส่วนคนที่ชื่นชอบต้นไม้พรรณไม้ หมู่บ้านหนองตาไก้ ก็มีพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับสวยงามมากมาย โดยเฉพาะกล้วยไม้ และผลไม้นานาชนิดให้เลือกชม เลือกซื้อได้ตามฤดูกาล

การเดินทางไปเยือนบ้านหนองตาไก้ หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมบุรีรัมย์ แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 (โชคชัย เดชอุดม) บริเวณสามแยกถนนหัก อ.นางรองไปตามทางหลวงหมายเลข 218 นางรอง-บุรีรัมย์ ประมาณ 10 กม. (ห่างจากตัวอำเภอนางรอง 14 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ 41 กิโลเมตร)

pics_4632_1
pics_4632_2
pics_4632_3

บ้านหนองตาเข้ม หมู่บ้านนวัตวิถี

        บ้านหนองตาเข้ม หมู่ที่ 11 ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับคัดเลือกจากอำเภอนางรอง ให้ดำเนินการตามโครงการ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ กลุ่มทำสมุนไพรต่างๆ หอแสดงศิลปะ อนุสาวรีย์คุณตาเข้ม และแปลงผักสวนเกษตรผสมผสาน และลานวัฒนธรรมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย กิจกรรม งานฝีมือ การทอผ้าไหมพื้นบ้าน การทำของฝากจากเศษผ้าไหม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วย สวนเกษตรผสมผสาน สินค้าชุมชนที่จัดแสดงจำหน่าย

        สำหรับโครงการ ฯ ดังกล่าว เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน”ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรายได้ให้แก่ชุมชน การสร้างตลาดใหม่ และการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ OTOP เข้ากับการท่องเที่ยว โดยการใช้เสน่ห์ ภูมิปัญญา ให้เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ใช้เสน่ห์จากวิถีชีวิต วัฒนธรรมภูมิปัญญาพื้นบ้าน และความคิดสร้างสรรค์แปลงให้เกิดเป็นรายได้ การปรับ กลยุทธ์เชิงระบบเพื่อการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระดับชุมชนที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนและใช้จ่ายเงินในทุกกิจกรรม เกิดการกระจายรายได้ภายในชุมชน

pics_4638_1
pics_4638_2

อนุสรณ์สถานแห่งความรัก ท้าวปาจิตนางอรพิม

        เรื่องเล่าตำนานรัก ท้าวปาจิต – นางอรพิม สืบต่อกันมาว่าในสมัยของ “พระเจ้าชัยวรมัน” แห่งนครธม พระองค์ทรงมีพระราชโอรสองค์หนึ่งนามว่า “#เจ้าชายปาจิต
#ดั่งโชคชะตา ฟ้าลิขิต” เมื่ออายุครบ 18 ชันษาโหรได้ทำนายไว้ว่า หญิงที่จะมาเป็นพระชายาของเจ้าชายยังไม่ถือกำเนิด และอยู่ห่างจากนครธมมากนัก บิดามารดาของหญิงผู้นั้นเป็นคนธรรมดา ทำไร่อยู่ที่ภูเขาแห่งหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็น “เขาไปรบัด หรือ เขาพนมรุ้ง” เวลานี้จวนได้เวลาถือกำเนิดจากครรภ์มารดาแล้ว ควรจะให้มีผู้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยกับครอบครัวของนาง
#พบดวงจิต พันผูก เสน่หา” “เจ้าชายปาจิต” เชื่อในคำทำนายนั้น จึงออกตามหา โหรกราบทูลเพิ่มเติมว่า บิดามารดาของหญิงผู้นั้นมีอายุเกินหกสิบปีแล้ว ที่อยู่ของหญิงผู้นี้อยู่ทางทิศพายัพของนครธม จึงสืบเสาะได้ความว่าที่ใกล้เขาพนมรุ้งมีคนลักษณะดังคำทำนาย อาศัยอยู่จริง เป็นหญิงมีครรภ์แก่ชื่อ “นางบัว” เหนือศรีษะของนางมีเงาคล้ายกลดกั้นอยู่ ก็แน่ใจว่าใช่ตามคำทำนาย จึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นใคร มีความประสงค์อะไร และแสดงความตั้งใจว่า หากลูกคลอดออกมาเป็นชายจะยกย่องให้เป็นน้องชาย แต่ถ้าเป็นหญิงจะขอนำไปเป็นมเหสี 
#เกิดก่อรัก ตราตรึง ซึ้งวิญญา” หลังจากหญิงชาวไร่คลอดบุตรเพศหญิงออกมาจนมีอายุครบ 16 ปี มีลักษณะรูปโฉมงดงามมาก ชื่อว่า “อรพิม” เจ้าชายปาจิตจึงหลงใหลรักใคร่ในตัวนางมาก ให้ทหารเฝ้าอารักขาไว้ เจ้าชายได้กลับมหานครธมมาจัดเตรียมที่จะอภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี
#ต้องจากลา พรากจาก เพื่อพบกัน” กล่าวถึงอีกเมืองหนึ่ง คือ “เมืองพิมาย” ผู้ครองนครคือ “ท้าวพรหมทัต” วันหนึ่งท้าวพรหมทัตออกไปเที่ยวป่า และได้ตั้งค่ายพักแรมที่ริมสระน้ำใหญ่เรียกว่า “สระเพลิง” (อาจเป็นทะเลเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย ในปัจจุบัน) และได้พบหญิงสาวรูปโฉมงดงาม นามว่า”นางอรพิม”ด้วยความเสน่หา จึงได้ให้ทหารมาแจ้งประสงค์ของตนแต่นางไม่ยอม จึงได้ฉุดคร่านางอรพิมจากบิดามารดาและทหารของเจ้าชายปาจิตจนสำเร็จ “ท้าวพรหมทัตต์” นำตัวนางอรพิมมายังเมืองพิมายโดยไม่รู้ว่านางเป็นคู่หมั้นของท้าวปาจิต ระหว่างทาง นางอรพิมได้ขอร้องให้หยุดพักการเดินทาง เพื่อหาโอกาสส่งข่าวให้เจ้าชายปาจิต แต่ท้าวพรหมทัตไม่ยอม
#นางนั่งรอ รอรัก สลักจิต” ครั้นเดินทางมาถึงลำน้ำทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของ “เมืองนางรอง” นางอรพิมคิดหาอุบายถ่วงเวลา ขอลงจากหลังช้างมานั่งพัก และร้องไห้ที่ริมฝั่งน้ำ คร่ำครวญถึงบิดามารดาและเจ้าชายปาจิต ต่อมาจึงได้เรียกลำน้ำนี้ว่า “ลำนางรอ” หรือ “ลำนางร้อง” และเพี้ยนมาเป็น ”ลำน้ำนางรอง” อันเป็นที่มาของชื่อ”อำเภอนางรอง”ในปัจจุบัน
#พี่พันผูก คนึงนิจ มิเสื่อมหาย” ฝ่ายเจ้าชายปาจิต เมื่อกลับถึงมหานครธม ก็ได้จัดเตรียมยกขบวนขันหมาก ล่องเรือสำเภามาตามลำน้ำ ทหารที่คอยเฝ้าอารักขานางอรพิมทราบข่าว จึงเข้าไปทูลแจ้ง นางอรพิมถูกท้าวพรหมทัตลักพาตัวไป ด้วยความโกรธแค้นและเสียใจ เจ้าชายจึงคว่ำขันหมากทิ้ง ที่บริเวณถ้ำเป็ดทอง (อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์) และออกติดตาม โดยไม่หยุดพักทั้งกลางวันและกลางคืน 
#นางมั่นคงในท่านท้าว มิเสื่อมคลาย” เมื่อนางอรพิมได้ถูกพามาอยู่ในปราสาทท้าวพรหมทัต นางจึงได้อธิษฐานจิตขอมีรักมั่นคง จะเป็นพระชายาเจ้าชายปาจิตแต่เพียงผู้เดียว ถ้าไม่ใช่เจ้าชายปาจิต ผู้ใดแตะต้องตัวนางขอให้ร้อนเป็นไฟ ผลจากแรงจิตอธิษฐาน ทำให้ท้าวพรหมทัตไม่สามารถแตะต้องกายนางไม่ได้ 
#เจอดั่งหมาย พี่มาหา นางดั่งรอ” เมื่อใกล้ถึงเจ้าชายปาจิตจึงได้ปลอมตัวเป็นสามัญชน เดินทางเข้าไปยัง เมืองพิมาย และตามหานางอรพิมจนพบ เมื่อพบกันครั้งแรกนางอรพิมได้อุทานด้วยความยินดีว่า “พี่มาแล้ว” ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้นเจ้าชายปาจิต จึงได้สังหารท้าวพรหมทัต 
#รักแท้วัฏฏะ นาวา ชีวา วาส” เจ้าชายปาจิตทรงนำพานางอรพิมกลับมายังนครธมโดยเดินทางผ่าน “ทุ่งกระเต็น” ในปัจจุบัน ซึ่งห่างจากเมืองพิมายมาไกลมาแล้ว และได้มีการเลี้ยงฉลองเต้นรำกันที่ทุ่งแห่งนี้ จนพากันเรียกขานว่า “ทุ่งกระเต้น” ต่อมาเพี้ยนไปเป็น “ทุ่งกระเต็น พอถึงรุ่งสาง..เจ้าชายปาจิตและนางอรพิมจึงได้เดินทางมาทางทิศตะวันออกจนไปถึงทุ่งแห่งหนึ่งจึงได้หยุดพักผ่อน ซึ่งทุ่งนี้ต่อมาเรียกว่า “ทุ่งอรพิม ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านหนองทองลิ่ม (อำเภอนางรอง) 
#ทุกภพชาติรักมั่น นิรันดร” ครั้นถึงมหานครธม พระเจ้าชัยวรมัน ได้จัดงานฉลองรับขวัญ อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ และในเวลาต่อมาเจ้าชายปาจิตได้ครองราชบัลลังก์เป็นกษัตรสืบต่อจากพระราชบิดา และอภิเษกนางอรพิมเป็นพระมเหสี ครองสุขกันต่อมา ตราบนานเท่านาน เป็นตำนานแห่งความรัก อมตะ นิรันดร์กาล

โดย สภาวัฒนธรรมอำเภอนางรอง,ชมรมท่องเที่ยวและร้านอาหารเมืองนางรอง,คณะกรรมการก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ท้าวปาจิต-นางอรพิม 2561

pics_4640_1
pics_4640_2
pics_4640_3

สนามช้างอารีนา

        ช้างอารีนา (อังกฤษ: Chang Arena, ชื่อเดิม: ไอ-โมบาย สเตเดียม) มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ธันเดอร์คาสเซิลสเตเดียม(อังกฤษ: Thunder Castle Stadium) เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแห่งนี้มีความจุ 24,000 ที่นั่ง (ในปี พ.ศ. 2557 ได้ต่อเติมเป็น 32,600 ที่นั่ง) โครงสร้างประกอบด้วยเหล็กและไฟเบอร์ ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสนับสนุนภายใต้สัญญาการกำหนดชื่อจากไอโมบายและบางส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ จัดเป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนามและผ่านมาตรฐานระดับโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ,มาตรฐานสนามกีฬาระดับเอจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน และยังได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกคือ 256 วัน [2]

สนามนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสำนักงานห้องแถลงข่าว ห้องสื่อมวลชน ร้านขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ห้องพักผู้ตัดสิน ห้องปฐมพยาบาล และห้องประชุม ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่จำนวน 400 ที่นั่ง ชั้นที่ 3 เป็นห้องวีไอพี 6 ห้อง และห้องจัดเลี้ยง 1 ห้อง และชั้นที่ 4 มีห้องวีไอพีจำนวน 15 ห้อง สนามแห่งนี้ยังมีการติดตั้งไฟส่องสว่างตามมาตรฐาน ของฟิลิปส์โดยมีค่าความสว่างของไฟอยู่ที่ 1,500 ลักซ์ ในส่วนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์นั้นมีเก้าอี้ที่นั่งเชียร์เป็นสีน้ำเงินเกือบหมด แต่จะใช้เก้าอี้สีขาวตรงที่มีคำว่า ธันเดอร์คาสเซิล และ บุรีรัมย์ มีหัวหน้ากองเชียร์คือ นางกรุณา ชิดชอบ เป็นแกนนำหลักในการเชียร์

ช้างอารีนา เคยใช้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมรื่นเริงครั้งใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ในปี .ศ. 2555 โดยการจัดของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร โดยมีศิลปินนักร้องมากมาย อาทิ โซะระ อะโอะอิเอ็นเอส ยุน จีปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัลนูโวไมโครปกรณ์ ลัมบอดี้สแลมคาราบาวลาบานูนบิ๊กแอสโลโซ เป็นต้น

ปลายปี พ.ศ. 2560 เมื่อกลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่น ได้ยุติตราสินค้าไอโมบาย ชื่อสนามจึงได้เปลี่ยนตามผู้สนับสนุนหลักของสโมสรอีกบริษัทหนึ่ง คือ ช้าง โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสนามแข่งรถที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็ใช้ชื่อตามตราสินค้านี้เช่นกัน

ประวัติความเป็นมา  ถนนคนเดิน ถมหมืด  ถมมอ walking street

        ถมหมืด ถมมอ เป็นภาษานางรอง แปลว่า  มากมาย ในทีนี้หมายถึง อุดมไปด้วยสิ่งของมากมายทั้งของกิน ของใช้  การถือกำเนิดของถนนคนเดินดังกล่าวนี้เกิดจากความร่วมมือของอำเภอนางรองและเทศบาลเมืองนางรอง  โดย นายมาโนช  ตันเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองนางรอง  มอบหมายให้นายทองใบ เพ็งธรรม ปลัดเทศบาลเมืองนางรอง เป็นผู้ดำเนินงาน  มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งได้รับเกียรติจากนายวิทยา จันทร์ฉลอง (รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ในขณะนั้น)  เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย นายชนาส  ชัชวาลวงศ์  (นายอำเภอนางรองในขณะนั้น) และพี่น้องประชาชนชาวนางรอง โดยใช้สถานที่ ณ ถนนณรงค์ดำริกับถนนสืบสหการบางส่วนเป็นตลาดถนนคนเดิน จำหน่ายสินค้าเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ช่วงเวลา 16.00 -22.00 น.

                เป็นที่น่ายินดียิ่งที่ถนนคนเดิน ถมหมืด ถมมอ walking street ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากจังหวัดบุรีรัมย์ โดย นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และได้รับการคัดเลือกจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เป็นตลาดต้องชม  เอกลักษณ์พาณิชย์ อัตลักษณ์

                ปัจจุบันตลาด ถมหมืด ถมมอ walking street ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกลไกตลาดชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพิ่มช่องทางสร้างอาชีพ สร้างรายได้  จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นสถานที่หนึ่งแห่งความภูมิใจของชาวนางรอง